ยังไม่สรุปสัญญา3จี“กสท-ทรู”อย่าคิดไปเอง!

นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กสท อยู่ระหว่างหารือกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายกฎหมาย ทั้งของกสท กสทช. และกลุ่มทรู เกี่ยวกับปัญหาของสัญญา ทั้งนี้ เนื่องจากข้อชัดเจนของสัญญายังไม่ได้ข้อยุติ ทาง กสท เองได้มีการระงับการขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการลูกค้า 3จี ในแบรนด์ “มาย” ซึ่งปัจจุบันมียอดลูกค้าไหลเข้าเพียงหลักหมื่น ในขณะที่กลุ่ม ทรู เชื่อว่าจะยังคงดำเนินการขยายโครงข่ายอยู่เช่นเดิม ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการเจรจากับทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค

 หากการดำเนินธุรกิจจะต้องมีการชะงัก แล้วทำให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภค จะต้องมีการเตรียมแผนรองรับซึ่ง กสทช.ก็มีประกาศการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างชัดเจน ยิ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยมาถึงจุดผู้บริโภคมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น ดังนั้น กรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า ทรูจะใช้ลูกค้าเป็นตัวประกันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เบื้องต้น กสท ได้ประสานงานกับบริษัทภายใต้สัมปทาน เพื่อหาทางแก้ปัญหาร่วมกันมากขึ้น โดยอิงการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน หากการดำเนินธุรกิจจะต้องเสียหายแต่ไม่กระทบกับผู้บริโภคก็ต้องยอมให้ธุรกิจได้รับผลกระทบ”  

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ตอบหนังสือกลับมายัง กสท แล้วว่า กสท ควรที่จะรอความชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน การเข้าข่ายขัดต่อมาตรา 46 พ.ร.บ.องค์กรกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (พ.ร.บ.กสทช.) เป็นต้นซึ่งต้องรอให้ กสทช.เป็นผู้ให้ความชัดเจนด้วยเช่นกัน

เรื่องของ 3จี จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งหมด โดย กสท ต้องยุติการขยายโครงข่ายในสัญญาที่ทำไว้กับทรูมูฟเอช แต่เท่าที่ทราบทางกลุ่ม ทรู จะยังคงดำเนินการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขยายโครงข่ายก็ต้องมีการขอนำเข้าและติดตั้งอุปกรณ์ จะไม่ใช่การตัดสินใจของเราทั้งหมด เรามีคู่สัญญา ต้องมาดูว่าถ้าไม่ทำจะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งเราก็ต้องมาคุยกันทุกฝ่ายทั้ง กสท กสทช. และทรู ว่าจะดำเนินการอย่างไรที่ไม่ให้ขัดต่อกฎหมายและไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบ”

วันนี้เกิดคำถามสำหรับคนที่ใช้บริการ3จี แบรนด์ทรูมูฟเอช และแบรนด์มาย ว่ายังคงใช้บริการต่อไปได้หรือไม่ และจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง หวังว่าข่าวนี้น่าจะช่วยตอบคำถามได้.