จำไว้! ไม่อยากโดนฟ้องละเมิดสิทธิ์ต้องชัวร์ก่อนแชร์

Nut1

ไลค์คอมเม้นท์แชร์ พฤติกรรมเคยชินในสังคมออนไลน์ จนละเลยเรื่องการละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่น

จากข้อมูลของ บริษัท โซเชียล อิงค์ จำกัด ระบุว่า สิ้นเดือน มี.. 2558 มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยกว่า 35 ล้านคน หรือคิดเป็น 54% ของจำนวนประชากร 65 ล้านคน จำนวนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปริมาณโทรศัพท์มือถือที่มีกว่า 97 ล้านเลขหมาย หรือคิดเป็น 150% ของจำนวนประชากร ซึ่งใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 35 ล้านไอดี หรือ 54% ของประชากร เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 34.6% ติดอันดับ 9 ของโลก เป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซียที่มี 74 ล้านไอดี และฟิลิปปินส์ 44 ล้านไอดี

นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่อประชากรมากที่สุดในโลกด้วยจำนวนผู้ใช้กว่า 20 ล้านไอดี จากประชากร 10 ล้านคน ส่วนทวิตเตอร์มีผู้ใช้ 4.5 ล้านไอดี มีการทวีต 6.6 ล้านครั้ง/วัน อินสตาแกรม 2 ล้านไอดี และไลน์แอคเค้าท์ 33 ล้านไอดี ช่องทางการสื่อสารและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มากมายสะดวกสบาย ย่อมทำให้การกระทบกระทั่งทางความคิด และละเลยเรื่องการละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่นเป็นเรื่องง่าย ซึ่งอาจกระทำไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

ปัจจุบันการโพสต์ข้อความด่าทอกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีจำนวนมากขึ้น และมีการแจ้งความดำเนินคดีมาก เพราะการโต้ตอบและเข้าถึงทำได้ง่าย ดังนั้นประชาชนต้องระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นต่างๆ เนื่องจากอาจกลายเป็นความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทและนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีได้” นายณัฐ พยงค์ศรี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กระทรวงเทคโนโลยีสาสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าว

นายณัฐ กล่าวว่า การใช้คำหยาบในการแสดงความคิดเห็น (คอมเม้นท์) อาจไม่ผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550แต่อาจผิดกฎหมายอาญา เรื่องการหมิ่นประมาท หากทำให้บุคคลอื่นๆ เสียหายหรือดูถูกเกลียดชัง แต่ทั้งนี้หากใช้คำหยาบด่าทอกัน แล้วใช้ข้อมูลเท็จโจมตีกันก็อาจเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550 มาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

TW&FB

เช่นเดียวกับการใช้ภาพนักร้องนักแสดงที่ชื่นชอบเป็นโพรไฟล์ในอินสตาแกรมและโพสต์ข้อความที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่านักร้องนักแสดงคนดังกล่าวเป็นผู้โพสต์ หากผู้เสียหายแจ้งความก็สามารถดำเนินคดีได้ เพราะผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550 มาตรา 16ที่ระบุว่า การเผยแพร่ภาพ ตัดต่อ/ดัดแปลง ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด โดยที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3ปี หรือปรับไม่เกิน6หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้การละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่นในโลกออนไลน์ยังเกิดได้จากหลายลักษณะ เช่น การถูกปลอมแปลงตัวตน (Impersonation Account) เช่น 1.ชื่นชอบตัวบุคคลเป็นการเฉพาะตัว จนเกิดการลอกเลียนแบบโดยแสดงข้อมูลเสมือนเป็นตัวผู้ที่ถูกปลอม 2.ใช้รูปบุคคลอื่นที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้ขออนุญาต และ3. ใช้รูปบุคคลอื่นเพื่อกลั่นแกล้ง เมื่อมีการโกรธเคือง หรือไม่ชื่นชอบบุคคลดังกล่าว จึงปลอมแปลงบัญชีผู้ใช้งาน เพื่อนำไปแอบอ้าง โจมตีบุคคลอื่น เป็นต้น

รวมทั้งการแชร์ข้อมูล โดยอาจไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา ขาดการกลั่นกรองข้อมูลขณะนำเสนอ เช่น การแชร์ชื่อและภาพของผู้เสียหายซึ่งถูกทารุณกรรมทางเพศ โดยใช้ชื่อจริงนามสกุลจริง ภาพจริง และบุคคลนั้นยังเป็นผู้เยาว์ เหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ และการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรณีเมื่อผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนำเนื้อหา รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว มาเผยแพร่ โดยไม่ได้ขออนุญาต

ดังนั้น การละเมิดสิทธิ์ในสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.. 2550

เมื่อได้กระทำการละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่นไปแล้วโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม นายณัฐ กล่าวว่า ถือว่าการกระทำนั้นเกิดความผิดแล้ว กรณีนี้ต้องดูลักษณะเจตนาเป็นสำคัญ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจะใช้เจตนาเป็นตัวพิจารณาและกำหนดโทษ เพราะการทำให้ผู้อื่นเสียหายไม่ว่าจงใจหรือไม่จงใจก็ตามแต่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว จึงต้องมาดูลักษณะว่ามีความจงใจแค่ไหน หรือทำไปเพราะความไม่รู้ตัว เนื่องจากการกระทำที่ไม่รู้ตัว โทษอาจเบากว่า แต่อาจต้องให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวทางแพ่งต่อไป

ส่วนขั้นตอนเมื่อถูกละเมิดสิทธิ์ในโลกออนไลน์ คือ 1.ให้เก็บหลักฐานให้ได้มากที่สุด เช่น URL (ที่อยู่ของเนื้อหาบนเว็บไซต์) วันเวลาที่โพสต์ข้อความ ภาพหน้าจอของเว็บไซต์ที่เกิดเหตุ โดยแสดงให้เห็นเวลา และURL บนภาพด้วย อาจใช้กล้องถ่ายรูปช่วยในการเก็บหลักฐานเพิ่มเติม โดยเก็บข้อมูลหลักฐานจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือจับภาพหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ2.รีบแจ้งความลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน เพื่อแสดงถึงความเดือดร้อนของผู้เสียหายจริงๆ และให้สามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้ 3.ศึกษารายละเอียดการให้บริการของเว็บไซต์ เนื่องจากเว็บไซต์บางแห่งยินยอมให้ผู้เสียหายดำเนินการแก้ไขหรือร้องขอให้ลบหรือขอข้อมูลได้ และ4.ประสานงานมายังกระทรวงไอซีทีเพื่อขอคำแนะนำด้านเทคนิค

ขณะเดียวกันหากเราไปละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่นในโลกออนไลน์ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ให้ดำเนินการดังนี้ ถ้ากระทำโดยตั้งใจ กรณีที่ผู้เสียหายได้ดำเนินคดีไปแล้วก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าเป็นการกระทำที่เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว แต่ทราบแล้วว่าไปละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่นควรรีบดำเนินการลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบ เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจและเจตนา ทั้งลดความเสียหายต่อผู้เสียหาย หากมีการดำเนินการตามกฎหมาย ศาลจะพิจารณาจากโทษหนักเป็นเบาหรืออาจไม่ต้องรับโทษก็เป็นได้

สำหรับการใช้งานสังคมออนไลน์ให้ไม่ละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่น นายณัฐ แนะนำว่า ให้คิดเสมอว่าการนำเข้าข้อมูลสู่อินเทอร์เน็ตย่อมเป็นการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ การดำเนินการใดๆ ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังก่อนที่จะแชร์หรือนำข้อมูลเข้าสู่อินเทอร์เน็ตให้คิดเสมอว่าหากเป็นเราในภาพหรือเนื้อหานั้น จะได้รับความเสียหายหรือไม่อย่างไร

วันนี้ทุกคนมีสิทธิ์ในสังคมออนไลน์เท่าเทียมกัน ก็ควรใช้งานโดยไม่ละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่น และมองผลกระทบให้รอบด้านก่อนแสดงความคิดเห็น กดไลค์ และแชร์ข้อมูล.

น้ำเพชร จันทา

@phetchan

ขอบคุณข้อมูลจากเดลินิวส์ออนไลน์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s